Black Ribbon

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ก.ค.ฟื้น 90 จาก 88.2 จับตาสงคราม-มาตรา 301 กดดันส่งออก

19 สิงหาคม 2569
ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ก.ค.ฟื้น 90 จาก 88.2 จับตาสงคราม-มาตรา 301 กดดันส่งออก
  • ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 90.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 88.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า การเจรจาการค้า และมาตรการพยุงราคาน้ำมัน
  • ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่อาจส่งผลให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น
  • การบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตราร้อยละ 12.5 ภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ อาจเพิ่มต้นทุนและกดดันการส่งออกสินค้าบางกลุ่มไปยังตลาดสหรัฐฯ
  • ปัจจัยลบอื่น ๆ ที่น่ากังวล ได้แก่ โครงการก่อสร้างภาครัฐที่ล่าช้า จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และหนี้เสีย (NPLs) ของผู้ประกอบการ SMEs ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
  • ดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 96.1 จากปัจจัยบวก เช่น การเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank และการปรับลดค่าไฟฟ้า

​​นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย นายวชิระชัย คูนำวัฒนา รองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ดร.ปิยะนุช มาลากุล ณ อยุธยา รองประธาน ส.อ.ท. และนายนที สิทธิประศาสน์ กรรมการบริหาร ส.อ.ท. ร่วมแถลงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนก.ค. 2569 อยู่ที่ระดับ 90.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.2 ในเดือนมิ.ย. 2569

​การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีฯ มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า โดยยอดขายในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 93.07% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศตามเงื่อนไขการผลิตชดเชยการนำเข้า ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

​ขณะเดียวกัน การเร่งเจรจาการค้าและการลงทุนกับคู่ค้าหลัก อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และจีน มีส่วนช่วยเปิดโอกาสทางการตลาดและลดข้อจำกัดทางการค้าสำหรับสินค้าไทย ประกอบกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และส่วนประกอบ รวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์ มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสำคัญ อาทิ สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

​นอกจากนี้ มาตรการนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาใช้พยุงราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง อาทิ น้ำมันดีเซล บี 0 บี 7 และบี 20 ส่งผลให้ราคาปรับลดลง 2.40 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 24 ก.ค.–15 ส.ค. 2569 ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและลดต้นทุนด้านการขนส่งในระยะสั้น ขณะที่มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีส่วนช่วยกระตุ้นยอดขายของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และเครื่องดื่ม

​อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวดีขึ้น แต่ภาคอุตสาหกรรมยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่กลับมาทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น

​ขณะเดียวกัน การบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 12.5% ภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐอเมริกา อาจเพิ่มต้นทุนการส่งออกสินค้าบางกลุ่มไปยังตลาดสหรัฐฯ ในระยะต่อไป นอกจากนี้ โครงการก่อสร้างภาครัฐใหม่มีแนวโน้มล่าช้า โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งอาจกดดันคำสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างใหม่

​ด้านการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวปรับตัวลดลง 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำลังซื้อในพื้นที่ท่องเที่ยวชะลอตัวลง ขณะที่หนี้เสียของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยแตะระดับ 9.5% ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ

​จากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,330 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. ในเดือนก.ค. 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ ราคาพลังงาน 53.2% เศรษฐกิจภายในประเทศ 51.7% อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 25.1% การเข้าถึงสินเชื่อ ร้อยละ 25.0 และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 21.4% ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจโลก 62.1% นโยบายภาครัฐ 34.6%

ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 96.1 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 94.5 ในเดือนมิ.ย. 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากหลายด้าน ได้แก่ การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF–World Bank) ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสำหรับงวดเดือนก.ย.–ธ.ค. 2569 ลดลง 9 สตางค์ต่อหน่วย เหลือ 3.86 บาทต่อหน่วย หลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) มีมติตัดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าสาธารณะออกจากค่าไฟฐาน ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน นโยบายการเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) จะเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

​อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ซึ่งอาจส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในปีนี้ ขณะเดียวกัน การส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางมีแนวโน้มหดตัว และอาจกดดันภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องปรับอากาศ

​นอกจากนี้ เงื่อนไขการใช้โครงข่ายไฟฟ้า อาจเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน โดยการกำหนดหลักประกันในอัตรา 4.5 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ อาจเพิ่มภาระต้นทุนและเป็นข้อจำกัดต่อการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาดในระยะต่อไป

สำหรับข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ  ประกอบด้วย 1. เสนอให้ภาครัฐส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นเชื้อเพลิงยุทธศาสตร์ (Strategic Fuel) โดยเร่งส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 ให้เป็นน้ำมันพื้นฐาน ส่งเสริมการผลิตไบโอดีเซล B7–B20 ในภาคขนส่ง และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าและเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ

2. เสนอให้ภาครัฐยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับ  (Traceability) แหล่งกำเนิดสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการยกระดับมาตรการควบคุมสินค้านำเข้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ และสนับสนุน SMEs ให้ปรับตัวตามมาตรฐานสากล เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ

3. เสนอให้ภาครัฐเร่งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ผ่านกลไก Supply Chain Financing ควบคู่กับการออกมาตรการจูงใจบริษัทขนาดใหญ่เข้าร่วมโครงการ “พี่ช่วยน้อง” รวมถึงสนับสนุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.